วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559

8 กันยายน: วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ


8 กันยายน "วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ" 


ความเป็นมา

            ประเทศไทยเริ่มจัดงานวันที่ระลึกสากลแห่งการเรียนรู้หนังสือขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2510 โดยกองการศึกษาผู้ใหญ่ กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นเวลา 2 ปี หลังจากองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO จัดประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่กรุงเตหะราน เมื่อปี ค.ศ. 1965 และมีมติให้ถือเอาวันที่ 8 กันยายนของทุกปี เป็นที่ที่ระลึกสากลแห่งการเรียนรู้หนังสือ (International literacy Day) และเริ่มจัดงานเพื่อรณรงค์ส่งเสริมกระตุ้นเตือนสังคมให้ตระหนักถึงความสำคัญของการรู้หนังสือ เมื่อ 8 กันยายน 2550 เป็นต้นมา
          จากการจัดงานเล็กๆ ภายในกองการศึกษาผู้ใหญ่และตามโรงเรียนต่างๆ แล้ว ต่อมาในปี พ.ศ. 2510 กองการศึกษาผู้ใหญ่จึงจัดงานวันการศึกษาผู้ใหญ่แห่งชาติขึ้น ในวันที่ 8 กันยายน เมื่อมีการสถาปนากรมการศึกษานอกโรงเรียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2522 ก็มีการจัดงานวันการศึกษานอกโรงเรียนขึ้นในวันดังกล่าว และได้ถือว่าวันที่ 8 กันยายน เป็นวันการศึกษานอกโรงเรียนด้วย แต่กระนั้นก็ตามสาระสำคัญของงานในวันดังกล่าวก็ยังให้ความสำคัญในฐานะวันที่ระลึกสากลแห่งการเรียนรู้หนังสือตลอดมา การจัดงานในวันที่ 8 กันยายนขยายตัวจากการจัดงานเล็กๆ มาสู่การจัดงานร่วมกับเครือข่ายหน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษานอกโรงเรียนมาด้วยกันและถือว่าการรู้หนังสือเป็นประเด็นสำคัญประการหนึ่งของการศึกษานอกโรงเรียน
          ปี พ.ศ. 2551 เป็นปีแรกที่เริ่มมีพระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยขอบข่ายของงานกว้างขวางครอบคลุมกิจการเรียนรู้ของผู้คนในชาติหลายมิติ แต่เพื่อที่จะให้การรณรงค์ส่งเสริมการเรียนรู้หนังสือเด่นชัดขึ้น จึงได้ยกเอาวันที่ 8 กันยายน เป็นวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ
          เหตุผลสำคัญก็คือ สถานการณ์การรู้หนังสือของประชาชนคนไทยในปัจจุบันแม้จะดีขึ้น กล่าวคือมีประชากรที่รู้หนังสือถึงร้อยละ 98 มีเพียงร้อยละ 2 เท่านั้นที่เป็นผู้ไม่รู้หนังสือ แต่ก็มีคำถามที่น่าสนใจก็คือผู้คนจำนวนร้อยละ 2 ของประชากรไทย 63 ล้านคนคือประชากรจำนวนกว่า 1.2 ล้านคน นั้น เป็นใครอยู่ที่ไหน ไม่รู้หนังสือจริงหรือ ปัจจุบันคนเหล่านี้ทำอะไรอยู่และสิ่งที่เขาทำนั้นเกิดผลอย่างไรต่อตัวเขาเอง ครอบครัวชุมชนและประเทศบ้าง
          เชื่อหรือไม่ว่าในจำนวน 1.2 ล้านกว่าคนนี้ บางทีอาจอยู่ใกล้ตัวเรานี่เอง และเราก็คงได้ข่าวอยู่เสมอว่าเกิดผู้ไม่รู้หนังสือใหม่ขึ้นทุกวัน อันเนื่องมาจากการลืมหนังสือ เพราะชีวิตในแต่ละวันไม่ได้ใช้หรือเกี่ยวข้องกับหนังสือเลย หลายท่านอาจจะนึกว่าผู้ไม่รู้หนังสือเหล่านี้เป็นผู้สูงอายุ แล้วทิ้งไว้เฉยๆ อัตราผู้ไม่รู้หนังสือก็ลดลงเอง จะเป็นเช่นนั้นจริงหรือ! แม้จริงแล้ว จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสผู้คนในพื้นที่ พวกเราชาว กศน. ตระหนักดีว่าผู้ไม่รู้หนังสือนั้นทุกกลุ่มอายุ อาศัยอยู่ทั้งในเมือง ในชนบท ในถิ่นทุรกันดารห่างไกล แม้ใจกลางกรุงเทพมหานครก็สามารถหาผู้ไม่รู้หนังสือได้ไม่ยาก
ผู้ไม่รู้หนังสือส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานและมีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดี คุณภาพชีวิตด้อยค่าและถูกกันออกไปอยู่ชายขอบของสังคม ลองจินตนาการดูถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นบ้างว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคนยากจนเจ็บป่วยอ่านไม่ออก แม้แต่ฉลากยาที่ติดอยู่ข้างกล่องหรือซองใส่ยา แล้วกินยาเข้าไปโดยไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร! จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าผู้ไม่รู้หนังสือเหล่านี้ถูกขอให้ทำสัญญาที่ตนเองอ่านไม่ออกเลย จะเกิดอะไรขึ้นถ้าไม่สามารถอ่านหนังสือหรือข้อความใดๆ ได้เลย จึงต้องฟังคนอื่นบอกให้ฟังและทำตามอย่างเดียว โดยไม่มีช่องทางอื่น ในการแสวงหาความรู้! จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผู้ไม่รู้หนังสือที่เป็นกำลังแรงงาน ในกระบวนการผลิตทั้งภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม! คนเหล่านี้ท้ายที่สุดแล้วไม่มีทางเลือกอื่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการงานของตนเอง คงจะมีบ้างเพียงบางส่วนกระมัง ที่เอาตัวรอดไปได้เพราะเหตุปัจจัยอื่น แต่ไม่ทุกคน
          สังคมไทยเราอาจจะประเมินตนเองไว้คอ่นข้างสูงเกินความจริงว่าการไม่รู้หนังสือน่าจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ และเชื่อว่าคนจำนวนมากที่รู้หนังสือแล้วจะนำทางสังคมนี้ให้ไปรอด แต่เราก็ละเลยที่จะหันกลับมาทบทวนดูตัวเราว่า ในกลุ่มคนที่ว่ารู้หนังสือนั้นรู้กันแค่ไหน รู้แบบอ่านออกเป็นนกแก้วนกขุนทอง เขียนได้แบบงูๆ ปลาๆ หรือถึงระดับคิดวิเคราะห์ได้ด้วย และหากจะตั้งมาตรฐานการรู้หนังสือให้สูงขึ้นถึงขั้นแสวงหาความรู้จากเทคโนโลยีสมัยใหม่แล้ว เราคงจะเห็นช่องว่างของคุณภาพการศึกษาอย่างมโหฬาร
4 ทศวรรษของการเดินทางของกลุ่มคนจำนวนหนึ่งในสังกัดกองการศึกษาผู้ใหญ่ก็ดี กรมการศึกษานอกโรงเรียนในอดีตก็ดี จนถึงสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในปัจจุบันก็ดี เป็นการเดินโดยลำพังเพื่อแก้ปัญหาที่ใหญ่มากของการศึกษาแม้จว่าจะมีกัลยาณมิตรหลายคนหลายองค์กรช่วยกันทำงานก็ตาม ความพยายามที่จะพัฒนาหลักสูตร สื่อการเรียนการสอน การอบรมครู มีการศึกษาวิจัยและรณรงค์ส่งเสริมในรูปแบบต่างๆ มากมาย ก็นับเป็นความพยายามที่จะแยกรับปัญหาสำคัญของประเทศ
          แม้ว่าปัญหาการไม่รู้หนังสือจะคงอยู่ไม่หมดสิ้นไปง่ายๆ จากสังคมไทย แต่ในขณะเดียวกันบริบทของสังคมก็เปลี่ยนแปลงไปมาก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ ตลอดจนวิถีการผลิตเปลี่ยนแปลงไป โลกกำลังกล่าวถึงเศรษฐกิจ ฐานความรู้ สังคมแห่งการเรียนรู้ ทำให้คำจำกัดความของ Literacy ที่เราแปลว่า การรู้หนังสืออ่านออกเขียนได้นั้น ได้ขยายความไปมากกว่านั้น ปัจจุบันมีการกล่าวถึง Computer Literacy, Science Literac6, health Literacy, Democracy Literacy ฯลฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสังคมกำลังสร้างคำจำกัดความของ Literacy ขึ้นใหม่ ในบางประเทศมีการกำหนดคุณลักษณะของ Literacy เกือบเท่ากับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับภาษาที่มากกว่าภาษาแม่ มีความรู้ความเข้าใจทางพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ สุขอนามัยการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ฯลฯ นี้คือความท้าทายใหม่ต่อการรู้หนังสือในยุคปัจจุบัน เพราะในขณะที่เรากำลังจะรณรงค์กันอีกครั้ง เพื่อแก้ปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของคนไทย โลกได้ก้าวข้ามระดับของการรู้หนังสือให้สูงขึ้นไปอีก ยิ่งต้องวิ่งไล่กวดในเชิงคุณภาพของการศึกษา โอกาสที่คนไทยเราจะแข่งขันกันในเวทีโลกอย่างเท่าเทียมกันยิ่งห่างไกลออกไป
          แต่กระนั้นเราก็ไม่ควรย่อท้อ ไม่ใช่เพราะกลไกลของบ้านเมืองของเราไม่ดี หากแต่สังคมไทยยังไม่ได้มีโอกาสเข้าไปมีบทบาทในการส่งเสริมการรู้หนังสือและแก้ปัญหาการไม่รู้หนังสืออย่างจริงจัง เราไม่ควรหวังว่า กศน. จะเป็นผู้รับผิดชอบแก้ปัญหานี้ต่อไปเพียงลำพัง แต่สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นในสังคมไทยก็คือเราควรจะถือว่าปัยหาคุณภาพการศึกษาเป็นเรื่องของคนไทยทุกคน ปัญหาการไม่รู้หนังสือควรอยู่ในความรับผิดชอบของคนไทยทุกคนและช่วยกัน โดยถือว่าการรู้หนังสือเป็นวาระแห่งชาติอีกประเด็นหนึ่ง

CALL CENTER
1660
ดร. ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ  Sunday, September 07, 2008

หลักการ แนวคิด การจัดงาน "วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ" ประจำปี 2559

          1. โดยปกติแนวคิด หรือ Theme ในการจัดงานจะยึดหลักแนวคิดที่สอดรับกับสารผู้อำนวยการใหญ่ ยูเนสโก ที่มุ่งหวังจะให้ประเทศสมาชิกทั่วโลกเกิดความตระหนักในประเด็นปัญหาที่สำคัญเร่งด่วนที่ประชาชนยากจนและด้อยโอกาสส่วนใหญ่ในสังคมโลกกำลังเผชิญ และต้องการได้รับความช่วยเหลือ เยียวยาหรือข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหา โดยการผนึกกำลังร่วมกันของประเทศสมาชิก สำหรับ Theme ของ ILD ในปีนี้ คือ Reading the Past, Writing the Future (อ่านอดีต เขียนอนาคต) เนื่องจากเป็นวาระครบรอบ 50 ปี ของวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ การนิยามคำว่า "การรู้หนังสือ" ในอดีตแค่เพียงอ่านออก เขียนได้ และคิดเลขเป็น คงไม่เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตอยู่อย่างราบรื่น มีความสุขในศตวรรษที่ 21 หรือโลกสังคมยุคดิจิทัลในปัจจุบัน แต่ควรเป็นการรู้หนังสือที่รู้ถึงการคิดวิเคราะห์เป็น รู้ลึก รู้รอบ และรู้เท่าทัน หรือพูดสั้นๆ ว่า "รู้จริง" นำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
          2. เลขาธิการ กศน. ให้แนวคิดในการจัดงานว่า ต้องการสะท้อนและกระตุ้นให้ประชาชนในทุกพื้นที่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรู้หนังสือ และความสำคัญในการจัดงานวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ พิธีเปิดขอให้จัดพร้อมกันทั่วประเทศ การจัดงานขอให้จัดงานเล็ก มีคุณภาพ แต่สะท้อนภาพว่า กศน.มีภารกิจที่ยิ่งใหญ่ ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยหากสามารถจัดงานในระดับอำเภอ/เขต และตำบล/แขวง ก็จะดีมาก ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมและความสามารถของแต่ละพื้นที่เป็นหลัก

วัตถุประสงค์

          1. เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรทุกระดับในสำนักงาน กศน.ภาคีเครือข่าย ตลอดจนประชาชนทั่วไปได้ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของ "วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ"
          2. เพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนของสังคม ตระหนักถึงความสำคัญของการรู้หนังสือ และมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการรู้หนังสือ โดยเข้าใจว่าการรู้หนังสือเป็นรากฐานของการนำไปใช้แสวงหาความรู้ อันจะนำไปสู่การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
          3. เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง "วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ" ในฐานะประเทศสมาชิกของยูเนสโกพร้อมกันทั่วโลก

สถานที่จัดงาน

          ส่วนกลาง          : ห้องประชุมบุณยเกตุ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ
          ส่วนภูมิภาค       : ศาลากลางจังหวัด หรือสถานที่อื่นตามความพร้อมและความเหมาะสมของพื้นที่ในแต่ละระดับ

กิจกรรมหลัก

          1. การอ่านสารผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก (สารเป็นภาษาอังกฤษ)
          ส่วนกลาง          : อ่านโดยผู้อำนวยการยูเนสโก กรุงเทพ
          ส่วนภูมิภาค       : บันทึกเทปการอ่านสารโดยผู้อำนวยการยูเนสโก กรุงเทพ หรือผู้แทนและส่งเทปไปให้จังหวัดฉายช่วงพิธีเปิดงาน
          2. การอ่านสารนายกรัฐมนตรี เนื่องในวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ ประจำปี 2559
          ส่วนกลาง          : เปิดเทปการอ่านสารโดยนายกรัฐมนตรี หรือประธานในพิธีเปิดงานเป็นผู้อ่านสาร (ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ)
          ส่วนภูมิภาค       : อ่านสารโดยผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้แทน
          3. การถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง ETV ตลอดการจัดงาน
          4. การจัดนิทรรศการ
              แสดงให้เห็นภารกิจของ กศน.และสอดรับกับแนวคิดหลัก "อ่านอดีต เขียนอนาคต" โดยเชื่อมโยงกับการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และนโยบายประชารัฐของรัฐบาล
          ส่วนกลาง          : มีนิทรรศการบรรณสัญจร (Book Voyage) หรือแสดงความเป็นมาของกิจกรรมบรรณสัญจร และผลการดำเนินงานของกิจกรรมดังกล่าว และหากมีพื้นที่ในการจัดกิจกรรมว่างอยู่ให้ สำนักงาน กศน.กทม.เข้าร่วมจัดนิทรรศการเพิ่มเติม
          ส่วนภูมิภาค       : จัดนิทรรศการให้สอดรับกับแนวคิดข้างต้น ตามความพร้อมและความเหมาะสม
        5. การเสวนาทางวิชาการ
          ส่วนกลาง          : การแสดงปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อเรื่อง "(ร่าง) พรบ.การศึกษาตลอดชีวิต" โดย ดร.วิวัฒน์  ศัลยกำธร
          ส่วนภูมิภาค       : ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละพื้นที่



วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559

กิจกรรมวันสุนทรภู่

26 มิถุนายน วันสุนทรภู่กวีเอกของไทย


        ห้องสมุดประชาชนอำเภอโพธิ์ประทับช้างจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านในวันสุนทรภู่ ในวันที่ 27 มิถุนายน 2559 ประกอบด้วยกิจกรรม แฟนพันธ์แท้สุนทรภู่, ภาษาสุภาษิต, ระบายสีตัวละครเรื่องพระอภัยมณี, บอร์ดนิทรรศการประวัติสุนทรภู่ภายในห้องสมุดฯ

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559

การอบรมบล็อก

การอบรมหลักสูตรการผลิตสื่อการเรียนรู้เพื่อจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
ในระบบออนไลน์ด้วยบล็อก
ในวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๙ ณ ห้องสมุดประชาชนจังหวัดพิจิตร


***************************

จุดมุ่งหมายของหลักสูตร

                   หลักสูตรการพัฒนาบุคลากรในการผลิตสื่อการเรียนรู้เพื่อจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในระบบออนไลน์ด้วยบล็อกมุ่งให้ความรู้และฝึกทักษะเพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีคุณลักษณะ ดังนี้

๑. มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศตลอดจนเครือข่ายสังคมออนไลน์ เป็นเครื่องมือในการจัดกระบวนการเรียนรู้

๒. มีความรู้ ความเข้าใจ และมีทักษะเกี่ยวกับกระบวนการสร้างสื่อการเรียนรู้ในระบบออนไลน์โดยใช้เว็บบล็อก

๓. มีความรู้ ความเข้าใจ และมีทักษะในการสร้างแบบสอบถามความคิดเห็น/แบบสอบถามความพึงพอใจในระบบออนไลน์










วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เรื่องเล่าของครู

การจัดการเรียนการสอนสาระทักษะการเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียง 

--------------------------------------------------
นางสาวเพชรรัตน์ ทุมเสน
ครู กศน.ตำบล

                         เป้าหมายสำคัญของการจัดการศึกษาตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง คือ การปลูกฝังให้ผู้เรียนรู้จักการใช้ชีวิตที่พอเพียง เห็นคุณค่าของทรัพยากรต่าง ๆ ฝึกการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และแบ่งปัน มีจิตสำนึกรักษาสิ่งแวดล้อมและเห็นคุณค่าของวัฒนธรรม ค่านิยม เอกลักษณ์ ความเป็นไทย ซึ่งจะต้องมุ่งพัฒนาที่ตัวผู้สอนก่อนเป็นอันดับแรก เพราะครูผู้สอนถือว่าเป็นทรัพยากรที่สำคัญในการถ่ายทอดความรู้ และปลูกฝังสิ่งต่างๆ ให้แก่ผู้เรียน ดังนั้นจึงควรส่งเสริมครูให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงอย่างถ่องแท้ก่อน เพราะเมื่อครูเข้าใจ ครูก็จะได้เป็นแบบอย่างทีดีให้แก่เด็กได้ ครูจะสอนให้เด็กรู้จักพอ ครูจะต้องรู้จักพอก่อน โดยอยู่อย่างพอเพียงและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับผู้เรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องมีสติในการเลือกรับข้อมูลต่างๆ ที่เข้ามา รู้จักเลือกรับและรู้จักต่อยอดองค์ความรู้ที่มีอยู่ หมั่นศึกษา เพิ่มพูนความรู้ อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ก้าวกระโดด ในการเลือกรับข้อมูลนั้น ต้องรู้จักพิจารณารับอย่างเป็นขั้นเป็นตอน รู้จักแก้ไขปัญหาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ประเมินความรู้และสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา จะได้รู้จัก และเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับสภาพ และผลจากการเปลี่ยนแปลงในมติต่างๆได้อย่างรอบคอบและระมัดระวัง 

                    ข้าพเจ้าได้ใช้วิธี “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” ตามหลักการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า สำคัญที่สุดครูต้องเข้าใจเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงก่อน โดยเข้าใจว่าแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น เป็นแนวคิดที่สามารถเริ่ม ต้น และปลูกฝังได้ผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ ในสถานศึกษา เช่น กิจกรรมการรักษาสิ่งแวดล้อมโดยช่วยกันปลูกต้นไม้ภายในสถานศึกษา การกำจัดขยะในสถานศึกษาอย่างถูกวิธี การสำรวจทรัพยากรของชุมชน ฯลฯ

                   สถานศึกษาของข้าพเจ้า คือ กศน.อำเภอโพธิ์ประทับช้าง ได้กำหนดแผนงานโครงการการจัดกระบวนการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตามแผนปฏิบัติการประจำปี เป็นโครงการที่ส่งเสริมการเรียนรู้และทักษะการเรียนรู้การนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งกำหนดไว้ในหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ประกอบด้วย ๕ สาระ คือ สาระความรู้พื้นฐาน สาระทักษะการดำเนินชีวิต สาระการประกอบอาชีพ สาระทักษะการเรียนรู้ และสาระการพัฒนาสังคม โดยปลูกฝังผู้เรียนผ่านกิจกรรมที่ครูเป็นผู้คิดขึ้นมา โดยครูในแต่ละสาระจะต้องมานั่งพิจารณาก่อนว่า จะเริ่มต้นปลูกฝัง แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจากจุดไหน ซึ่งครูทุกคนจะมาร่วมกันระดมความคิด ร่วมกันทำ สามัคคีกันในกระบวนการหารือหลังจากที่ครูได้ค้นหากิจกรรมที่จะปลูกฝังแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว ครูควรจะต้องตั้ง เป้าหมายการสอนก่อนว่าครูจะสอนเด็กให้รู้จักพัฒนาตนเองได้อย่างไร ซึ่งในกลุ่มสาระที่ข้าพเจ้ารับผิดชอบคือสาระทักษะการเรียนรู้ ข้าพเจ้ามีแนวคิดว่า การจะทำให้ผู้เรียนเข้าใจ และสนใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เราต้องสร้างแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนความคิดให้อยากทำด้วยตนเอง โดยการนำผู้เรียนไปศึกษาแหล่งเรียนรู้ ในพื้นที่อำเภอโพธิ์ประทับช้าง

 ----------------------------



ศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา



ศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา
กศน.อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร
------------------------------
นางพัชรินทร์  บัวสนิท
ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอโพธิ์ประทับช้าง

                   จากพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2522 ดังนี้ “การให้บริการศึกษานั้น กล่าวสั้นๆ โดยความหมายรวบยอด คือ การช่วยให้บุคคลค้นพบวิธีการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องเหมาะสม ไปสู่ความเจริญและมีความสุขตามอัตภาพ” จึงได้น้อมนำมาเป็นหลักในการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายทั้งผู้เรียนและผู้รับบริการทุกกลุ่ม รวมทั้งได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักในการบริหารจัดการพร้อมทั้งจัดกระบวนการเรียนรู้โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับทุกรายวิชาและทุกกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างอุปนิสัยของผู้เรียนให้ “อยู่อย่างพอเพียง” โดยมีการขยายผลการจัดการเรียนรู้และการบริหารจัดการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่ กศน.ตำบล ในสังกัด กศน.อำเภอโพธิ์ประทับช้างทั้ง 7 ตำบลขึ้น กำหนดเป้าหมายในการขยายผล เพื่อให้ กศน.ตำบลจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยโดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยมีแหล่งเรียนรู้อย่างน้อยตำบลละ 1 แห่ง มีขั้นตอนและวิธีการตามระบบคุณภาพ PDCA โดยมีวิธีการพัฒนาสถานศึกษาพอเพียงให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา



จากการดำเนินงาน ก่อให้เกิดบุคคลพอเพียงต้นแบบ ครอบครัวพอเพียง ชุมชนพอเพียง และสถานพอเพียงเพิ่มขึ้น

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

แนะนำห้องสมุด


Pop Up ง่ายๆ สำหรับจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน

D.I.Y....Pop Up  

ป๊อปอัพ คือ เทคนิคการตัดและพับที่ใช้ตกแต่งการ์ด หรือ หนังสือนิทาน ทำให้เมื่อเปิดหน้านั้นออกมา จะเห็นเป็นรูปทรงต่างๆ เด้งขึ้นมา โดยสามารถเห็นรูปทรงนั้นๆ ได้สามมิติ หรือรอบทิศเลย แต่สิ่งที่ทำให้ป๊อปอัพมีเสน่ห์อันน่ามหัศจรรย์ก็คือ เมื่อเราปิดหน้านั้นลง ก็กลับมาเป็นการ์ดหรือหนังสือเรียบๆ เหมือนเดิม..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/297331

&วัสดุ และ อุปกรณ์

  1. กระดาษการ์ดสีตามต้องการ
  2. แผ่นรองตัด
  3. คัตเตอร์, กรรไกร
  4. ดินสอ ยางลบ ไม้บรรทัด
  5. กาวยู้ฮู, กาวลาเทกซ์ TOA
  6. กระดาษตกแต่ง
  7. สีไม้, สีเมจิก


&วิธีทำ
      1. เตรียมกระดาษการ์ดขนาดตามต้องการ พับครึ่งกระดาษ

         2. ฐานพับตรงกลาง วัดจากขอบสันการ์ด ทั้งสองด้านประมาณ 2 นิ้ว เจาะรูการ์ดด้านใน เป็นสี่เหลี่ยม ให้เปิดแล้วช่องสี่เหลี่ยมตั้งขึ้นมา





         3. นำกระดาษตกแต่งที่ตัดไว้ ตกแต่งให้สวยงามตามต้องการ

         4. เขียนข้อความที่ต้องการสื่อ ลงบนกระดาษ pop up

         5. นำชิ้นงานประกอบเข้าเป็นเล่ม จะได้สมุดทำมือจากฝีมือตัวเอง



JJJลองทำดูกันนะคะ รับรองว่าไม่ยาก....JJJ