แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวประชาสัมพันธ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวประชาสัมพันธ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งท้องถิ่น

 เลือกตั้งท้องถิ่น  ร่วมกันใช้สิทธิ อย่างสุจริตโปร่งใส



การปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นการที่รัฐบาลกระจายอำนาจให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการปกครองตนเองภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาและสนองตอบต่อความต้องการของชุมชนได้สะดวก รวดเร็ว และตรงกับความประสงค์ของชุมชนนั้น โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกลไกในการทำหน้าที่แทนรัฐบาล การใช้อำนาจดังกล่าวจะต้องเป็นไปอย่างถูกต้องตรงตามเจตนารมณ์ รวมทั้งก่อให้เกิดผลในลักษณะที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและท้องถิ่น ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ จะเป็นผู้กำหนดผู้แทนหรือตัวบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งต่างๆ เช่น ผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น ซึ่งผู้แทนจะต้องเป็นผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สมัครรับเลือกตั้งและได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนในท้องถิ่นนั้น

 

องค์การบริหารส่วนจังหวัด
เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ มีจังหวัดละ 1 แห่ง มีเขตพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุมทั้งจังหวัด โครงสร้างการบริหารประกอบด้วย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นฝ่ายบริหาร และสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ

 

 

หน้าที่และอำนาจ
 องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีหน้าที่และอำนาจดำเนินกิจการภายในเขตองค์การบริการส่วนจังหวัด เช่น

  1. ตราข้อบัญญัติโดยไม่ขัดหรือแย้งต่อกฎหมาย
  2. จัดทำแผนพัฒนาองค์การบริการส่วนจังหวัด และประสานการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
  3. บำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น
  4. จัดการ ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา รวมทั้งการจัดการหรือสนับสนุนการดูแลและพัฒนาเด็กเล็ก
  5. ให้ความช่วยเหลือ ส่งเสริมและสนับสนุนในการดูแลการจราจรและการรักษาความสงบเรียบร้อย
    ฯลฯ

 

การกำกับดูแล
 ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจกำกับดูแลการปฏิบัติราชการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ และระเบียบข้อบังคับของทางราชการ

 

การได้มาซึ่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด
 นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน โดยมีที่มา ดังนี้

  1. นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง
  2. สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ใช้เขตอำเภอเป็นเขตเลือกตั้ง ในกรณีที่อำเภอใดมีสมาชิกเกิน 1 คน ให้แบ่งเขตอำเภอเป็นเขตเลือกตั้ง เท่ากับจำนวนสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่จะพึงมีในอำเภอนั้น และมีสมาชิกเขตเลือกตั้งละ 1 คน

 

องค์ประกอบของ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด
สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ซึ่งแต่ละจังหวัดจะมี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด จำนวนเท่าใดนั้น ขึ้นอยู่กับจำนวนนราษฎรของจังหวัดนั้น โดยกำหนดไว้ดังนี้
จำนวนราษฎร จำนวน สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ไม่เกิน 500,000 คน 24 คน
เกิน 500,000 คน แต่ไม่เกิน 1 ล้านคน 30 คน
เกิน 1 ล้านคน แต่ไม่เกิน 1.5 ล้านคน 36 คน
เกิน 1.5 ล้านคน แต่ไม่เกิน 2 ล้านคน 42 คน
เกิน 2 ล้านคนขึ้น 48 คน

 

วาระการดำรงตำแหน่ง
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
 มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระไม่ได้ ในกรณีดำรงตำแหน่งไม่ครบ 4 ปีก็ให้ถือว่าเป็น 1 วาระ และเมื่อได้ดำรงตำแหน่ง 2 วาระติดต่อกันแล้วจะดำรงตำแหน่งได้อีกเมื่อพ้นระยะเวลา 4 ปีนับแต่วันพ้นตำแหน่ง


สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด
อายุของสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด มีกำหนดคราวละ 4 ปีนับแต่วันเลือกตั้ง
 

หน้าที่และอำนาจของ นายก องค์การบริหารส่วนจังหวัด
กำหนดนโยบายให้ไม่ขัดต่อกฎหมาย รับผิดชอบในการบริหารราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อบัญญัติ และนโยบาย สั่ง อนุญาต และอนุมัติเกี่ยวกับราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ และเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและลูกจ้างองค์การบริหารส่วนจังหวัด

โดยมีปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและลูกจ้างองค์การบริหารส่วนจังหวัด รองจากนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และรับผิดชอบควบคุมดูแลราชการประจำขององค์การบริหารส่วนจังหวัดให้เป็นไปตามนโยบาย และมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด หรือตามที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด มอบหมาย

 

คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 
ในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดหรือสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ประชาชนจะสามารถใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งได้ต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

  1. มีสัญชาติไทย แต่ถ้าแปลงสัญชาติต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
  2. อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ในวันเลือกตั้ง
  3. มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง
  4. และคุณสมบัติอื่นตามที่กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนด

ลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
บุคคลที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ ในวันเลือกตั้งเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง

  • เป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวช
  • อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่
  • ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ขอบด้วยกฎหมาย
  • วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
  • มีลักษณะอื่นตามที่กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนด

 

หลักฐานที่ใช้แสดงตนในการลงคะแนนเลือกตั้ง

  • บัตรประจำตัวประชาชน (บัตรที่หมดอายุก็ใช้ได้)
  • บัตรหรือหลักฐานอื่นใดของทางราชการหรือหน่วยงานของรัฐออกให้ที่มีรูปถ่ายและมีเลขประจำตัวประชาชน เช่น
    - บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
    - ใบขับขี่
    - หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต)
    ฯลฯ

 

การเตรียมความพร้อมของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องดำเนินการเตรียมพร้อมก่อนไปใช้สิทธิ ดังนี้

1. ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 25 วัน
ตรวจสอบรายชื่อได้ที่ศาลากลางจังหวัด หรือที่ว่าการอำเภอ องค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่เลือกตั้งหรือบริเวณใกล้เคียงกับที่เลือกตั้ง
ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 15 วัน
ตรวจสอบรายชื่อจากเอกสารที่แจ้งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งมายังเจ้าบ้าน

2. การเพิ่มชื่อ – ถอนชื่อ

ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10 วัน
หากพบว่าตนเองหรือผู้มีชื่อยู่ในทะเบียนบ้านของตนไม่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือเจ้าบ้านเห็นว่ามีชื่อบุคคลอื่นอยู่ในทะเบียนบ้านของตนโดยไม่ได้อาศัยอยู่จริงให้ยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นเพื่อขอเพิ่มชื่อ – ถอนชื่อ พร้อมนำสำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนหรือบัตรประจำตัวอื่นใดที่ทางราชการออกให้ไปแสดงด้วย

 

การแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใดที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ เนื่องจากมีเหตุอันสมควร ให้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อนายทะเบียนอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่นที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน โดยทำเป็นหนังสือซึ่งต้องระบุเลขประจำตัวประชาชน และที่อยู่ตามหลักฐานทะเบียนบ้าน ภายใน 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง หรือภายใน 7 วันนับแต่วันเลือกตั้ง สามารถแจ้งด้วยตัวเอง หรือมอบหมายให้ผู้อื่นไปยื่นแทน หรือจัดส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน

เหตุจำเป็นที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้

  • มีกิจธุระจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเดินทางไปพื้นที่ห่างไกล
  • เจ็บป่วยและไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
  • เป็นคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุและไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
  • เดินทางออกนอกราชอาณาจักร
  • มีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากที่เลือกตั้งเกินกว่า 100 กิโลเมตร
  • ได้รับคำสั่งจากทางราชการให้ไปปฏิบัติหน้าที่นอกเขตเลือกตั้ง
  • มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุอื่นที่ กกต. กำหนด

กรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้แจ้งเหตุไว้แล้ว หากในวันเลือกตั้งเหตุดังกล่าวได้สิ้นสุดลง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิเลือกตั้งได้

หากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งจะถูกจำกัดสิทธิ ดังนี้

  1. สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. หรือ ส.ถ. หรือ ผ.ถ. หรือสมัครรับเลือกเป็น ส.ว.
  2. สมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน
  3. เข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอน ส.ถ. หรือ ผ.ถ.
  4. ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง และข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง
  5. ดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ประธานที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น
    การถูกจำกัดสิทธิ กำหนดเวลาครั้งละ 2 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง

การอำนวยความสะดวกแก่คนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุในการลงคะแนนเลือกตั้ง
กกต.ได้จัดให้มีการอำนวยความสะดวกในการออกเสียงลงคะแนนแก่คนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุไว้เป็นพิเศษหรือจัดให้มีการช่วยเหลือในการออกเสียงลงคะแนนภายใต้การกำกับดูแลของ กปน.

ในการช่วยเหลือดังกล่าว ต้องให้บุคคลนั้นได้ออกเสียงลงคะแนนด้วยตนเองตามเจตนาของบุคคลนั้น เว้นแต่ลักษณะทางกายภาพ ทำให้ไม่สามารถทำเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งได้ ให้บุคคลอื่นหรือ กปน. เป็นผู้กระทำการแทน โดยความยินยอมและเป็นไปตามเจตนาของคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุนั้น ทั้งนี้ ให้ถือว่าเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ

ขั้นตอนการลงคะแนนเลือกตั้ง

  1. ตรวจสอบรายชื่อ
    ตรวจสอบรายชื่อ และลำดับที่จากบัญชีรายชื่อ ที่ประกาศไว้หน้าที่เลือกตั้ง
  2. ยื่นหลักฐานแสดงตน
    แสดงหลักฐาน เช่น บัตรประจำตัวประชาชน (บัตรที่หมดอายุก็ใช้ได้) หรือ บัตรหรือหลักฐานที่ทางราชการหรือหน่วยงานของรัฐออกให้ที่มีรูปถ่ายและมีเลขประจำตัวประชาชน ต่อ กปน. พร้อมลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วหัวแม่มือในบัญชีรายชื่อ
  3. รับบัตรเลือกตั้ง
    ลงลายมือชื่อ หรือพิมพ์ลายนิ้วหัวแม่มือลงที่ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ได้แก่ บัตรเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด
  4. ทำเครื่องหมายกากบาท
    เข้าคูหาลงคะแนนทำเครื่องหมายกากบาท (X) ลงในช่องทำเครื่องหมาย ดังนี้
    - บัตรเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เลือกผู้สมัครได้หนึ่งคน
    - บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด เลือกผู้สมัครสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ไม่เกินจำนวนสมาชิกที่
       แต่ละเขตเลือกตั้งนั้นพึงมี
    หากไม่ต้องการเลือกผู้สมัครผู้ใด ให้ทำเครื่องหมายกากบาท (X) ในช่องไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด แล้วพับบัตรเลือกตั้ง
  5. หย่อนบัตรเลือกตั้งด้วยตัวเอง
    นำบัตรเลือกตั้งที่พับเรียบร้อยแล้วหย่อนใส่ลงในหีบบัตรเลือกตั้งด้วยตนเอง

 

เวลาลงคะแนนเลือกตั้ง
ตั้งแต่เวลา 08.00 น. – 17.00 น.

 

การกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น
ห้ามมิให้

  • ผู้ใดซึ่งรู้อยู่แล้วว่าตนเองเป็นผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง พยายามออกเสียงลงคะแนน หรือออกเสียงลงคะแนน
  • ผู้ใดจงใจกระทำด้วยประการใด ๆ ให้บัตรเลือกตั้งที่ตนได้รับจาก กปน. ชำรุดหรือเสียหาย หรือให้เป็นบัตรเสีย หรือกระทำด้วยประการใด ๆ แก่บัตรเสียเพื่อให้เป็นบัตรที่ใช้ได้
  • ผู้ใดซึ่งมิได้มีสัญชาติไทย เข้ามามีส่วนช่วยเหลือในการเลือกตั้ง
  • ผู้ใดเล่นหรือจัดให้มีการเล่นการพนันขันต่อใด ๆ เกี่ยวกับผลของการเลือกตั้ง
  • ผู้ใดหาเสียงเลือกตั้งโดยวิธีการใด ๆ อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัคร นับตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้งหนึ่งวันจนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง
  • ผู้ใดใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ใดถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งเพื่อให้เห็นเครื่องหมายลงคะแนนในคูหาเลือกตั้ง
  • ผู้ใดขาย จำหน่าย จ่ายแจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิดในเขตเลือกตั้ง ในระหว่างเวลา 18.00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้งหนึ่งวัน จนถึงเวลา 18.00 น. ของวันเลือกตั้ง
  • ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อลงคะแนนเลือกหรือไม่เลือกผู้สมัครใดหรืองดเว้นไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครใด
  • ผู้ใดกระทำการอันเป็นเท็จเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าผู้สมัครผู้ใดกระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้งหรือเพื่อจะแกล้งให้ผู้สมัครผู้ใดถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
  • ผู้ใดจงใจทำเครื่องหมายโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง นอกจากเครื่องหมายที่ลงคะแนน
  • ผู้ใดนำบัตรเลือกตั้งออกไปจากที่เลือกตั้ง เว้นแต่เป็นการกระทำตามหน้าที่และอำนาจ

คุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้ง

พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 49 มาตรา 50 และมาตรา 51 ประกอบพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2562 มาตรา 9 และมาตรา 35/1 ได้กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งและได้กำหนดหลักฐานและค่าธรรมเนียมที่ผู้สมัครจะใช้ประกอบการสมัครไว้ ดังต่อไปนี้

1. คุณสมบัติผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 

(1) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด

(2) ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง สำหรับ
     ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง

(3) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สมัครรับเลือกตั้งในวันสมัครรับเลือกตั้ง เป็นเวลาติดต่อกัน
     ไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง

(4) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า หรือเคยเป็นสมาชิกสภาจังหวัด สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด
     ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกรัฐสภา (เฉพาะผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด)

2. ลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง


(1) ติดยาเสพติดให้โทษ

(2) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต

(3) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ

(4) เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 39 (1) เป็นภิกษุสามเณรนักพรตหรือนักบวช (2) อยู่ระหว่างถูกเพิกถอน
     สิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดหรือไม่ หรือ (4) วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

(5) อยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

(6) ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล

(7) เคยได้รับโทษจำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง ๕ ปี นับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(8) เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ

(9) เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษ
     จำคุกเพราะกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

(10) เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตาม
       กฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมาย
       อาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก
       หรือผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือ
       กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน

(11) เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง

(12) เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ

(13) เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น

(14) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

(15) เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ

(16) อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

(17) เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาว่าเป็นผู้มีพฤติการณ์ร่ำรวย
       ผิดปกติ หรือกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือ
       ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

(18) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่าจะได้รับโทษหรือไม่โดยได้พ้นโทษหรือต้องคำพิพากษามายังไม่ถึง 5 ปี
       นับถึงวันเลือกตั้ง แล้วแต่กรณี

(19) เคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ตามบทบัญญัติของ
       รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือกฎหมายว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น แล้วแต่กรณี
       มายังไม่ถึง 5 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง

(20) อยู่ในระหว่างถูกจำกัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตามมาตรา 42 หรือตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
       ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

(21) เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและยังไม่พ้น 5 ปี นับแต่วันที่พ้นจากการถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจนถึงวันเลือกตั้ง

(22) เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น
       หรือผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดียวกันหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น

(23) เคยพ้นจากตำแหน่งใด ๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะเหตุมีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในสัญญาหรือกิจการที่กระทำ
       หรือจะกระทำกับหรือให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นหรือมีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในสัญญาหรือกิจการที่กระทำกับ
       หรือจะกระทำกับหรือให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น โดยมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าเป็นการต่างตอบแทนหรือเอื้อประโยชน์ส่วนตน
       ระหว่างกัน และยังไม่พ้นห้าปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งจนถึงวันเลือกตั้ง

(24) เคยถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งใด ๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพราะจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ หรือ
       มติคณะรัฐมนตรี อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงและยังไม่พ้น ๕ ปี นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งจนถึงวันเลือกตั้ง

(25) เคยถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งใด ๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพราะทอดทิ้งหรือละเลยไม่ปฏิบัติการตามหน้าที่และอำนาจ หรือปฏิบัติการ
       ไม่ชอบด้วยหน้าที่และอำนาจ หรือประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน หรือมีความประพฤติในทางที่จะ
       นำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่ศักดิ์ตำแหน่ง หรือแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือแก่ราชการ และยังไม่พ้น ๕ ปี นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง
       จนถึงวันเลือกตั้ง

(26) ลักษณะอื่นตามที่กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนด

3. การสมัครรับเลือกตั้ง

   ให้ผู้สมัครยื่นใบสมัครต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมทั้งหลักฐานการสมัครและค่าธรรมเนียมการสมัคร ดังนี้

   3.1 หลักฐานและเอกสารประกอบการยื่นใบสมัครรับเลือกตั้ง

(1) ใบสมัครรับเลือกตั้งตามแบบ ส.ถ./ผ.ถ. 4/1

(2) รูปถ่ายหน้าตรงไม่สวมหมวก หรือ รูปภาพที่พิมพ์ชัดเจนเหมือนรูปถ่ายของตนเองตามจำนวนที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครอง
     ส่วนท้องถิ่นกำหนด

(3) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน

(4) สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน

(5) ใบรับรองแพทย์

(6) หลักฐานการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเวลาติดต่อกัน 3 ปี นับถึงปีที่สมัครรับเลือกตั้ง เว้นแต่เป็นผู้ไม่ได้เสียภาษีเงินได้  ให้ทำหนังสือยืนยัน
     การไม่ได้เสียภาษีพร้อมทั้งสาเหตุแห่งการไม่ได้เสียภาษี  ตามแบบ ส.ถ./ผ.ถ. 4/2 ทั้งนี้ ผู้ที่จะสมัครรับเลือกตั้ง สามารถขอคัดสำเนาหลักฐาน
     การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาย้อนหลัง 3 ปี (2560, 2561, 2562) ได้ที่สำนักงานสรรพากรเขตพื้นที่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง

    3.2 ค่าธรรมเนียมการสมัครรับเลือกตั้ง

(1) สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด จำนวน 2,000 บาท

(2) นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด จำนวน 30,000 บาท

ผู้ที่มีความประสงค์จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดหรือนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด สามารถศึกษาข้อมูลได้จากพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2550 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2562 หรือ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ect.go.th แอพพลิเคชัน Smart Vote หรือสอบถามสายด่วน 1444

อนึ่ง การสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้ว่าตนเองขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการสมัครมีโทษตามมาตรา 120 ที่บัญญัติว่า ผู้ใดลงสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

คู่มือประชาชน : การเลือกตั้งท้องถิ่น



คู่มือประชาชน : การเลือกตั้ง อบจ.



***สอบถามเพิ่มเติม : สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง


วันอังคารที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ผลงาน ข้อเสนอแนวความคิด วิธีการเพื่อพัฒนาหรือปรับปรุงงาน

ผลงาน ข้อเสนอแนวความคิด วิธีการเพื่อพัฒนาหรือปรับปรุงงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการ
นางสาวประยูร  บุญทั่ง
บรรณารักษ์ปฏิบัติการ
ห้องสมุดประชาชนอำเภอบางระกำ




วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559

8 กันยายน: วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ


8 กันยายน "วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ" 


ความเป็นมา

            ประเทศไทยเริ่มจัดงานวันที่ระลึกสากลแห่งการเรียนรู้หนังสือขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2510 โดยกองการศึกษาผู้ใหญ่ กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นเวลา 2 ปี หลังจากองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO จัดประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่กรุงเตหะราน เมื่อปี ค.ศ. 1965 และมีมติให้ถือเอาวันที่ 8 กันยายนของทุกปี เป็นที่ที่ระลึกสากลแห่งการเรียนรู้หนังสือ (International literacy Day) และเริ่มจัดงานเพื่อรณรงค์ส่งเสริมกระตุ้นเตือนสังคมให้ตระหนักถึงความสำคัญของการรู้หนังสือ เมื่อ 8 กันยายน 2550 เป็นต้นมา
          จากการจัดงานเล็กๆ ภายในกองการศึกษาผู้ใหญ่และตามโรงเรียนต่างๆ แล้ว ต่อมาในปี พ.ศ. 2510 กองการศึกษาผู้ใหญ่จึงจัดงานวันการศึกษาผู้ใหญ่แห่งชาติขึ้น ในวันที่ 8 กันยายน เมื่อมีการสถาปนากรมการศึกษานอกโรงเรียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2522 ก็มีการจัดงานวันการศึกษานอกโรงเรียนขึ้นในวันดังกล่าว และได้ถือว่าวันที่ 8 กันยายน เป็นวันการศึกษานอกโรงเรียนด้วย แต่กระนั้นก็ตามสาระสำคัญของงานในวันดังกล่าวก็ยังให้ความสำคัญในฐานะวันที่ระลึกสากลแห่งการเรียนรู้หนังสือตลอดมา การจัดงานในวันที่ 8 กันยายนขยายตัวจากการจัดงานเล็กๆ มาสู่การจัดงานร่วมกับเครือข่ายหน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษานอกโรงเรียนมาด้วยกันและถือว่าการรู้หนังสือเป็นประเด็นสำคัญประการหนึ่งของการศึกษานอกโรงเรียน
          ปี พ.ศ. 2551 เป็นปีแรกที่เริ่มมีพระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยขอบข่ายของงานกว้างขวางครอบคลุมกิจการเรียนรู้ของผู้คนในชาติหลายมิติ แต่เพื่อที่จะให้การรณรงค์ส่งเสริมการเรียนรู้หนังสือเด่นชัดขึ้น จึงได้ยกเอาวันที่ 8 กันยายน เป็นวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ
          เหตุผลสำคัญก็คือ สถานการณ์การรู้หนังสือของประชาชนคนไทยในปัจจุบันแม้จะดีขึ้น กล่าวคือมีประชากรที่รู้หนังสือถึงร้อยละ 98 มีเพียงร้อยละ 2 เท่านั้นที่เป็นผู้ไม่รู้หนังสือ แต่ก็มีคำถามที่น่าสนใจก็คือผู้คนจำนวนร้อยละ 2 ของประชากรไทย 63 ล้านคนคือประชากรจำนวนกว่า 1.2 ล้านคน นั้น เป็นใครอยู่ที่ไหน ไม่รู้หนังสือจริงหรือ ปัจจุบันคนเหล่านี้ทำอะไรอยู่และสิ่งที่เขาทำนั้นเกิดผลอย่างไรต่อตัวเขาเอง ครอบครัวชุมชนและประเทศบ้าง
          เชื่อหรือไม่ว่าในจำนวน 1.2 ล้านกว่าคนนี้ บางทีอาจอยู่ใกล้ตัวเรานี่เอง และเราก็คงได้ข่าวอยู่เสมอว่าเกิดผู้ไม่รู้หนังสือใหม่ขึ้นทุกวัน อันเนื่องมาจากการลืมหนังสือ เพราะชีวิตในแต่ละวันไม่ได้ใช้หรือเกี่ยวข้องกับหนังสือเลย หลายท่านอาจจะนึกว่าผู้ไม่รู้หนังสือเหล่านี้เป็นผู้สูงอายุ แล้วทิ้งไว้เฉยๆ อัตราผู้ไม่รู้หนังสือก็ลดลงเอง จะเป็นเช่นนั้นจริงหรือ! แม้จริงแล้ว จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสผู้คนในพื้นที่ พวกเราชาว กศน. ตระหนักดีว่าผู้ไม่รู้หนังสือนั้นทุกกลุ่มอายุ อาศัยอยู่ทั้งในเมือง ในชนบท ในถิ่นทุรกันดารห่างไกล แม้ใจกลางกรุงเทพมหานครก็สามารถหาผู้ไม่รู้หนังสือได้ไม่ยาก
ผู้ไม่รู้หนังสือส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานและมีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดี คุณภาพชีวิตด้อยค่าและถูกกันออกไปอยู่ชายขอบของสังคม ลองจินตนาการดูถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นบ้างว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคนยากจนเจ็บป่วยอ่านไม่ออก แม้แต่ฉลากยาที่ติดอยู่ข้างกล่องหรือซองใส่ยา แล้วกินยาเข้าไปโดยไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร! จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าผู้ไม่รู้หนังสือเหล่านี้ถูกขอให้ทำสัญญาที่ตนเองอ่านไม่ออกเลย จะเกิดอะไรขึ้นถ้าไม่สามารถอ่านหนังสือหรือข้อความใดๆ ได้เลย จึงต้องฟังคนอื่นบอกให้ฟังและทำตามอย่างเดียว โดยไม่มีช่องทางอื่น ในการแสวงหาความรู้! จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผู้ไม่รู้หนังสือที่เป็นกำลังแรงงาน ในกระบวนการผลิตทั้งภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม! คนเหล่านี้ท้ายที่สุดแล้วไม่มีทางเลือกอื่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการงานของตนเอง คงจะมีบ้างเพียงบางส่วนกระมัง ที่เอาตัวรอดไปได้เพราะเหตุปัจจัยอื่น แต่ไม่ทุกคน
          สังคมไทยเราอาจจะประเมินตนเองไว้คอ่นข้างสูงเกินความจริงว่าการไม่รู้หนังสือน่าจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ และเชื่อว่าคนจำนวนมากที่รู้หนังสือแล้วจะนำทางสังคมนี้ให้ไปรอด แต่เราก็ละเลยที่จะหันกลับมาทบทวนดูตัวเราว่า ในกลุ่มคนที่ว่ารู้หนังสือนั้นรู้กันแค่ไหน รู้แบบอ่านออกเป็นนกแก้วนกขุนทอง เขียนได้แบบงูๆ ปลาๆ หรือถึงระดับคิดวิเคราะห์ได้ด้วย และหากจะตั้งมาตรฐานการรู้หนังสือให้สูงขึ้นถึงขั้นแสวงหาความรู้จากเทคโนโลยีสมัยใหม่แล้ว เราคงจะเห็นช่องว่างของคุณภาพการศึกษาอย่างมโหฬาร
4 ทศวรรษของการเดินทางของกลุ่มคนจำนวนหนึ่งในสังกัดกองการศึกษาผู้ใหญ่ก็ดี กรมการศึกษานอกโรงเรียนในอดีตก็ดี จนถึงสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในปัจจุบันก็ดี เป็นการเดินโดยลำพังเพื่อแก้ปัญหาที่ใหญ่มากของการศึกษาแม้จว่าจะมีกัลยาณมิตรหลายคนหลายองค์กรช่วยกันทำงานก็ตาม ความพยายามที่จะพัฒนาหลักสูตร สื่อการเรียนการสอน การอบรมครู มีการศึกษาวิจัยและรณรงค์ส่งเสริมในรูปแบบต่างๆ มากมาย ก็นับเป็นความพยายามที่จะแยกรับปัญหาสำคัญของประเทศ
          แม้ว่าปัญหาการไม่รู้หนังสือจะคงอยู่ไม่หมดสิ้นไปง่ายๆ จากสังคมไทย แต่ในขณะเดียวกันบริบทของสังคมก็เปลี่ยนแปลงไปมาก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ ตลอดจนวิถีการผลิตเปลี่ยนแปลงไป โลกกำลังกล่าวถึงเศรษฐกิจ ฐานความรู้ สังคมแห่งการเรียนรู้ ทำให้คำจำกัดความของ Literacy ที่เราแปลว่า การรู้หนังสืออ่านออกเขียนได้นั้น ได้ขยายความไปมากกว่านั้น ปัจจุบันมีการกล่าวถึง Computer Literacy, Science Literac6, health Literacy, Democracy Literacy ฯลฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสังคมกำลังสร้างคำจำกัดความของ Literacy ขึ้นใหม่ ในบางประเทศมีการกำหนดคุณลักษณะของ Literacy เกือบเท่ากับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับภาษาที่มากกว่าภาษาแม่ มีความรู้ความเข้าใจทางพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ สุขอนามัยการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ฯลฯ นี้คือความท้าทายใหม่ต่อการรู้หนังสือในยุคปัจจุบัน เพราะในขณะที่เรากำลังจะรณรงค์กันอีกครั้ง เพื่อแก้ปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของคนไทย โลกได้ก้าวข้ามระดับของการรู้หนังสือให้สูงขึ้นไปอีก ยิ่งต้องวิ่งไล่กวดในเชิงคุณภาพของการศึกษา โอกาสที่คนไทยเราจะแข่งขันกันในเวทีโลกอย่างเท่าเทียมกันยิ่งห่างไกลออกไป
          แต่กระนั้นเราก็ไม่ควรย่อท้อ ไม่ใช่เพราะกลไกลของบ้านเมืองของเราไม่ดี หากแต่สังคมไทยยังไม่ได้มีโอกาสเข้าไปมีบทบาทในการส่งเสริมการรู้หนังสือและแก้ปัญหาการไม่รู้หนังสืออย่างจริงจัง เราไม่ควรหวังว่า กศน. จะเป็นผู้รับผิดชอบแก้ปัญหานี้ต่อไปเพียงลำพัง แต่สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นในสังคมไทยก็คือเราควรจะถือว่าปัยหาคุณภาพการศึกษาเป็นเรื่องของคนไทยทุกคน ปัญหาการไม่รู้หนังสือควรอยู่ในความรับผิดชอบของคนไทยทุกคนและช่วยกัน โดยถือว่าการรู้หนังสือเป็นวาระแห่งชาติอีกประเด็นหนึ่ง

CALL CENTER
1660
ดร. ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ  Sunday, September 07, 2008

หลักการ แนวคิด การจัดงาน "วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ" ประจำปี 2559

          1. โดยปกติแนวคิด หรือ Theme ในการจัดงานจะยึดหลักแนวคิดที่สอดรับกับสารผู้อำนวยการใหญ่ ยูเนสโก ที่มุ่งหวังจะให้ประเทศสมาชิกทั่วโลกเกิดความตระหนักในประเด็นปัญหาที่สำคัญเร่งด่วนที่ประชาชนยากจนและด้อยโอกาสส่วนใหญ่ในสังคมโลกกำลังเผชิญ และต้องการได้รับความช่วยเหลือ เยียวยาหรือข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหา โดยการผนึกกำลังร่วมกันของประเทศสมาชิก สำหรับ Theme ของ ILD ในปีนี้ คือ Reading the Past, Writing the Future (อ่านอดีต เขียนอนาคต) เนื่องจากเป็นวาระครบรอบ 50 ปี ของวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ การนิยามคำว่า "การรู้หนังสือ" ในอดีตแค่เพียงอ่านออก เขียนได้ และคิดเลขเป็น คงไม่เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตอยู่อย่างราบรื่น มีความสุขในศตวรรษที่ 21 หรือโลกสังคมยุคดิจิทัลในปัจจุบัน แต่ควรเป็นการรู้หนังสือที่รู้ถึงการคิดวิเคราะห์เป็น รู้ลึก รู้รอบ และรู้เท่าทัน หรือพูดสั้นๆ ว่า "รู้จริง" นำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
          2. เลขาธิการ กศน. ให้แนวคิดในการจัดงานว่า ต้องการสะท้อนและกระตุ้นให้ประชาชนในทุกพื้นที่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรู้หนังสือ และความสำคัญในการจัดงานวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ พิธีเปิดขอให้จัดพร้อมกันทั่วประเทศ การจัดงานขอให้จัดงานเล็ก มีคุณภาพ แต่สะท้อนภาพว่า กศน.มีภารกิจที่ยิ่งใหญ่ ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยหากสามารถจัดงานในระดับอำเภอ/เขต และตำบล/แขวง ก็จะดีมาก ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมและความสามารถของแต่ละพื้นที่เป็นหลัก

วัตถุประสงค์

          1. เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรทุกระดับในสำนักงาน กศน.ภาคีเครือข่าย ตลอดจนประชาชนทั่วไปได้ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของ "วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ"
          2. เพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนของสังคม ตระหนักถึงความสำคัญของการรู้หนังสือ และมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการรู้หนังสือ โดยเข้าใจว่าการรู้หนังสือเป็นรากฐานของการนำไปใช้แสวงหาความรู้ อันจะนำไปสู่การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
          3. เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง "วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ" ในฐานะประเทศสมาชิกของยูเนสโกพร้อมกันทั่วโลก

สถานที่จัดงาน

          ส่วนกลาง          : ห้องประชุมบุณยเกตุ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ
          ส่วนภูมิภาค       : ศาลากลางจังหวัด หรือสถานที่อื่นตามความพร้อมและความเหมาะสมของพื้นที่ในแต่ละระดับ

กิจกรรมหลัก

          1. การอ่านสารผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก (สารเป็นภาษาอังกฤษ)
          ส่วนกลาง          : อ่านโดยผู้อำนวยการยูเนสโก กรุงเทพ
          ส่วนภูมิภาค       : บันทึกเทปการอ่านสารโดยผู้อำนวยการยูเนสโก กรุงเทพ หรือผู้แทนและส่งเทปไปให้จังหวัดฉายช่วงพิธีเปิดงาน
          2. การอ่านสารนายกรัฐมนตรี เนื่องในวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ ประจำปี 2559
          ส่วนกลาง          : เปิดเทปการอ่านสารโดยนายกรัฐมนตรี หรือประธานในพิธีเปิดงานเป็นผู้อ่านสาร (ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ)
          ส่วนภูมิภาค       : อ่านสารโดยผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้แทน
          3. การถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง ETV ตลอดการจัดงาน
          4. การจัดนิทรรศการ
              แสดงให้เห็นภารกิจของ กศน.และสอดรับกับแนวคิดหลัก "อ่านอดีต เขียนอนาคต" โดยเชื่อมโยงกับการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และนโยบายประชารัฐของรัฐบาล
          ส่วนกลาง          : มีนิทรรศการบรรณสัญจร (Book Voyage) หรือแสดงความเป็นมาของกิจกรรมบรรณสัญจร และผลการดำเนินงานของกิจกรรมดังกล่าว และหากมีพื้นที่ในการจัดกิจกรรมว่างอยู่ให้ สำนักงาน กศน.กทม.เข้าร่วมจัดนิทรรศการเพิ่มเติม
          ส่วนภูมิภาค       : จัดนิทรรศการให้สอดรับกับแนวคิดข้างต้น ตามความพร้อมและความเหมาะสม
        5. การเสวนาทางวิชาการ
          ส่วนกลาง          : การแสดงปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อเรื่อง "(ร่าง) พรบ.การศึกษาตลอดชีวิต" โดย ดร.วิวัฒน์  ศัลยกำธร
          ส่วนภูมิภาค       : ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละพื้นที่